อินเทอร์เน็ต ได้กลายเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ครอบคลุมไปทั่วโลก พร้อมกับมีข้อมูลมหาศาล ทุกประเภท สำหรับบริการให้ค้นคว้า และรับส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้ ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตสามารถใช้บริการต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา เราสามารถใช้สืบค้น ค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ข้อมูลทางวิชาการ บทความงานวิจัยจากที่ต่างๆ อินเตอร์เน็ตทำหน้าที่เหมือนห้องสมุด บริการส่งข้อมูลที่เราต้องการมาให้ถึงที่บ้าน ที่ทำงานโดยที่เราไม่ต้องเดินทาง
อินเทอร์เน็ตยังช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการรับส่งข่าวสาร เราสามารถรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail กับผู้ใช้คนอื่นๆ ทั่วโลก ในเวลาอันรวดเร็ว ในรูปแบบต่างๆ เช่น แฟ้มข้อมูล รูปภาพ ข้อมูลแบบมัลติมีเดีย ที่เป็นภาพและเสียงโดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำมาก
สำหรับด้านธุรกิจและการค้า อินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในเรื่องของการค้าอิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ(e-commerce) ช่วยทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ลูกค้าสามารถเลือกดูสินค้า สั่งซื้อ และจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตหรือตามเงื่อนไขของธุรกิจร้านค้านั้นๆ ได้ทันที นับว่าเป็นความสะดวกสบาย และรวดเร็วมาก สินค้าก็มีจำหน่าย ทุกประเภท และเปิดบริการตอลด 24 ชั่วโมง
ด้วยคุณประโยชน์ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย รวดเร็ว และประหยัด อินเทอร์เน็ตจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัวหรือที่ทำงาน อินเทอร์เน็ตได้เพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในวิถีชีวิตของผู้คนจึงมารวมอยู่ที่จุดเดียวคือ บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ความหมายของอินเทอร์เน็ต
ประวัติอินเทอร์เน็ต
อาร์พาทำหน้าที่สนับสนุนงานวิจัยพื้นฐานทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยให้ทุนสนับสนุนแก่หน่วยงานอื่นๆ เช่น มหาวิทยาลัย และบริษัทเอกชนที่ทำการวิจัยและพัฒนาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2512 (ค.ศ.1969) โครงการอาร์พาเน็ต ได้ริเริ่มโดยเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ระหว่างสถาบัน 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแอนเจลิส, มาหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานตา บาร์บารา, มหาวิทยาลัยยูทาห์ และสถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์จากสถาบันทั้ง 4 แห่งนี้ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันและใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน
ในปี พ.ศ.2528 (ค.ศ.1985) มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติอเมริกา (National Science Foundation หรือ NSF) ได้ให้เงินทุนสร้างคอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFnet ต่อมาในปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ.1990) อาร์พาเน็ตไม่สามารถที่จะรองรับภาระที่เป็นโครงข่ายหลัก (backbone) ของระบบได้ อาร์พาเน็ตจึงยุติลง และเปลี่ยนไปใช้ NSFnet และเครือข่ายอื่นๆ แทนมาจนเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ จนกระทั่งในปัจจุบัน โดยเรียกเครือข่ายว่า อินเทอร์เน็ต(http://www.skn.ac.th/a_cd/internet/history.html)
ปัจจุบันมีหน่วยงานและบริษัทธุรกิจจำนวนมากที่ให้บริการด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งประกอบไปด้วยเครือข่ายโทรศัพท์ เครือข่ายการสื่อสารดาวเทียม และหน่วยงานรัฐบาลต่างก็ให้ความร่วมมือในการพัฒนาโครงข่ายเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และทั้งๆ ที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเติบโตอย่างรวมเร็วก็ตาม อินเทอร์เน็ตก็ยังคงเป็นเครือข่ายสาธารณะและเครือข่ายของความร่วมมือ ไม่มีบุคคล นิติบุคคล หรือองค์การ หน่วยงาน รัฐบาลใดเป็นเจ่าของแต่เพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตามได้มีองค์กรที่ทำหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานและดูแลการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตร่วมกัน หน่วยงานนั้นคือ World wide Web Consortium หรือเรียกย่อๆ ว่า W3C)
อินเทอร์เน็ตในไทย
ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายยูยูเน็ต (UUNET) ของบริษัทยูยูเน็ตเทคโนโลยี จำกัด (UUNET Technology Co., Ltd.) ซึ่งตั้งอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และในปีเดียวกันนี้ สถาบันการศึกษาหลายแห่ง เช่น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ขอเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกเครือข่ายนี้ว่า เครือข่ายไทยเน็ต (THAINET)
ในปีเดียวกันศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (National Electronics and Computer Technology Center หรือ NECTEC) ได้จัดตั้งเครือข่ายไทยสาร (Thai Social/Scientific, Academic and Research Network หรือ ThaiSARN) ซึ่งต่อมาได้ต่อกับเครือข่ายยูยูเน็ต และปัจจุบันไทยสารได้เชื่อมโยงกับสถาบันต่างๆ ดังรูป
เหตุผลสำคัญที่ทำให้อินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมแพร่หลาย คือ
ด้วยเหตุผลดังกล่าวอินเทอร์เน็ตจึงได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวันจึงมีผู้คนใช้อินเทอร์เน็ตทำกิจกรรมต่างๆ มากมายทั้งในเรื่องบริการสืบค้นข้อมูล แลกเปลี่ยนข่าวสาร สร้างเว็บบล็อกส่วนตัว บริการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ สนทนาออนไลน์ ทำงานออนไลน์ และบริการความบันเทิงต่างๆ เช่น โหลดเพลง โหลดตัวอย่างหนัง เป็นต้น
แนวโน้มของอินเทอร์เน็ตในอนาคต จะพัฒนาไปสู่การเป็น “สรรพสิ่งอัจฉริยะ (Internet of Things)” เพื่อให้การพัฒนา เทคโนโลยีไปไกลถึงในระดับที่คำว่า Internet of Things (อินเตอร์เน็ตในสรรพสิ่ง) จำเป็นต้องบริหารจัดการ สร้างมาตรฐาน และ พัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ของเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยรวมศูนย์ และมีเครือข่ายการสื่อสารครอบคลุมทั่วทั้งโลก มาตรฐานที่ยั่งยืนควรได้รับการพัฒนา เพื่อให้ข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาล สามารถแลกเปลี่ยนกันระหว่างสิ่งของกับสิ่งของ และผู้คนกับสิ่งของได้ รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของสิ่งของเครื่องใช้อัจฉริยะให้มีความทนทานต่อความรุนแรงของสิ่งแวดล้อมอันเลวร้าย แต่ยังสามารถปรับตัวได้อย่างอัตโนมัติ ฉลาด และน่าเชื่อถือ ที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งคือ ระบบอินเทอร์เน็ตในอนาคตควรเป็นที่เชื่อมั่น มีความเป็นส่วนตัวและมีความปลอดภัยอีกด้วย
ในการพัฒนาประเทศ รัฐบาล บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ควรให้ความสำคัญเพียงแต่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพียงเท่านั้น จำเป็นต้องให้ความรู้แก่ประชาชนให้กว้างขวาง ยิ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะช่วยให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีใหม่ๆ มากกว่าจะเพิ่มความหวาดระแวง การเปิดประเด็นเพื่อการถกเถียงกัน ถึงคุณลักษณะของเทคโนโลยีระบบอินเทอร์เน็ตในอนาคตต่อสาธารณะชนทั่วไป จะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญสำหรับความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีและในอนาคตอินเทอร์เน็ตอาจสามารถช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาของมนุษยชาติได้อีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับประเทศไทยแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ต จะมีการขยายตัวของการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการติดตามข่าวสารและข้อมูลรวมถึงการเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่พกพาที่รองรับการให้บริการข่าวออนไลน์และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ที่หลากหลาย เช่น เครื่องอ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-Reader) สมาร์ตโฟน และพีดีโฟน เป็นต้น อันจะนำมาซึ่งการสร้างสรรค์เนื้อหาดิจิทัล จึงเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนในการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ในการกระตุ้นและพัฒนาให้เกิดการสร้างสรรค์เนื้อหาดิจิทัลและแอพพลิเคชั่นที่มีคุณภาพ รวมถึงแนวทางการกลั่นกรองความเหมาะสมของเนื้อหาดิจิทัล โดยไม่ให้กระทบต่อการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีของภาคประชาชน และให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนภายในประเทศ
เอกสารอ้างอิง
[2] ประวัติอินเทอร์เน็ต ; http://www.satitm.chula.ac.th/computer/info/8/index.htm
[3] สถิติผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ปี 2552 ; http://www.richtopup.com/internetworldstats.php?i=
[4] เนคเทค รายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ประจำปี 2552 ; http://www.nectec.or.th/index.php?option=com_content&view=article&catid=405&Itemid=405&id=405 ; 15 มกราคม 2553
[5] สถิติการเยี่ยมชมเว็บไซต์ในประเทศไทย ; http://www.nectec.or.th/index.php?option=com_content&view=article&catid=405&Itemid=405&id=405
[6] TOP 10 WEBSITES ; http://truehits.net/
[7] พ.อ.รศ.ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ และ นิธิมา เสริมสุธีอนุวัฒน์ เขียน ; บทความ แนวโน้มและการพัฒนาอินเทอร์เน็ตในอนาคต
